สงครามแมนจู — ความอับอายที่ซัมจอนโด
1636 — กษัตริย์โชซอนกราบแทบเท้าจักรพรรดิแมนจูต่อหน้าธารกำนัล บทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดในประวัติศาสตร์โชซอน
ถ้าสงครามอิมจินคือหายนะจากทิศใต้ สงครามปีระกาและปีฉลูคือความอับอายจากทิศเหนือ — และบาดแผลที่สองนั้นลึกยิ่งกว่าในสายตาของชาวโชซอน
ภัยใหม่จากทางเหนือ
ขณะที่โชซอนกำลังฟื้นตัวจากสงครามอิมจิน พลังใหม่กำลังก่อตัวอยู่ทางเหนือ ชนเผ่าจูร์เชน (女真) ที่อาศัยอยู่ในแมนจูเรียรวมตัวกันภายใต้การนำของ นูรฮาชี (努爾哈赤) และตั้งชื่อกลุ่มตัวเองว่า โฮวกึม (後金/โฮจิน) ในปี 1616
โชซอนเผชิญกับทางเลือกที่ยากมาก: พวกเขาผูกพันกับราชวงศ์หมิงของจีนมาหลายร้อยปี และหมิงคือคนที่ส่งกองทัพมาช่วยในสงครามอิมจิน แต่โฮวกึมกำลังแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน
สงครามปีระกา (ค.ศ. 1627)
กองทัพโฮวกึม 30,000 นายข้ามแม่น้ำยาลูเข้าสู่โชซอน พระเจ้าอินโจซึ่งเพิ่งขึ้นครองราชย์หนีลงใต้ไปยังเกาะ กองทัพโชซอนต่อต้านได้บ้างในบางจุด แต่โดยรวมสู้ไม่ได้ สงครามจบด้วยการเจรจา โชซอนยอมรับสถานะพี่น้องกับโฮวกึม — ซึ่งน้อยกว่าการยอมจำนนเต็มรูปแบบ แต่ก็เป็นความอับอายอยู่ดี
โชซอนได้เวลาพักอีกสิบปี แต่ไม่ได้ใช้เวลานั้นเตรียมพร้อมอย่างจริงจัง ขุนนางยังคงโต้เถียงว่าควรยืนหยัดต่อต้านหรือประนีประนอม โดยส่วนใหญ่เลือกฝั่งที่แข็งกร้าวต่อแมนจูในทางวาจา แต่ไม่ได้ทำอะไรเป็นรูปธรรม
สงครามปีฉลู (ค.ศ. 1636) — ความอับอายที่สุด
โฮวกึมเปลี่ยนชื่อเป็น ราชวงศ์ชิง (淸) และส่งจดหมายบอกให้โชซอนยอมรับตัวเองเป็นประเทศราชของชิง โชซอนปฏิเสธ ชิงส่งกองทัพ 128,000 นาย ข้ามชายแดนในฤดูหนาว เคลื่อนที่เร็วมากจนพระเจ้าอินโจไม่ทันหนีลงใต้ไปยังเกาะอย่างครั้งก่อน ต้องหนีไปยังป้อมนัมฮันซานซอง (남한산성) บนภูเขาทางใต้ของโซล
หลังถูกล้อมอยู่ 45 วัน อาหารหมด ไม่มีกองทัพช่วยมา พระเจ้าอินโจต้องออกมาทำพิธียอมจำนนต่อจักรพรรดิชิง ฮ่องไท่จี๋ (皇太極) พิธีนี้เรียกว่า 삼전도의 굴욕 (ซัมจอนโดยิกุลยก) หรือ "ความอับอายที่ซัมจอนโด" พระเจ้าอินโจต้องทำ 삼궤구고두례 คือคุกเข่าสามครั้ง และกราบศีรษะจรดพื้นครั้งละสามหน รวมเก้าหน ต่อหน้าจักรพรรดิแมนจู ซึ่งในสายตาขุนนางโชซอนที่ยึดถือหลักขงจื๊อเป็นความอัปยศอดสูที่สุด
ราคาที่ต้องจ่าย
โชซอนต้องส่งมอบทุกอย่างมากมาย:
- องค์รัชทายาทโซฮยอนและเจ้าชายพงนิม (ต่อมาคือพระเจ้าฮโยจง) ถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่ซิมยาง (심양 / เมืองเสิ่นหยาง เมืองหลวงของชิงในเวลานั้น) นานเกือบ 8 ปี
- ตัดขาดความสัมพันธ์กับหมิง ใช้ศักราชของชิง และส่งบรรณาการให้ชิงทุกปี
- ส่งกองทัพช่วยชิงเมื่อถูกเรียก
- ห้ามซ่อมหรือสร้างป้อมปราการใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาต
สตรีชาวโชซอนหลายหมื่นคนถูกจับไปเป็นทาสและนางบำเรอ สิ่งที่เกิดกับพวกเธอกลายเป็นบาดแผลทางสังคมและวัฒนธรรมที่ฝังลึก ผู้หญิงที่กลับมาได้รับการเรียกว่า "ฮวันฮยังนยอ (환향녀)" หรือ "ผู้หญิงที่กลับมาจากต่างแดน" ซึ่งนำไปสู่การถูกตั้งคำถามเรื่องความบริสุทธิ์และการถูกปฏิเสธโดยสามีและครอบครัว
북벌론 — ความฝันที่ไม่เคยเกิด
ความอับอายจากสงครามปีฉลูสร้างกระแสความคิดในโชซอนที่เรียกว่า 북벌론 (บุกบอลลน) หรือ "ทฤษฎีการบุกเหนือ" — แผนการล้างแค้นและโจมตีชิงกลับ
แต่มันไม่เคยเกิดขึ้น โชซอนไม่มีกองทัพที่แข็งแกร่งพอ และชิงก็แข็งแกร่งขึ้นทุกปี ในที่สุดชิงยึดจีนได้สำเร็จในปี 1644 และกลายเป็นมหาอำนาจที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า
สองสงครามในครึ่งศตวรรษบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับโชซอน — อาณาจักรที่แข็งแกร่งในการสร้างวัฒนธรรมและความรู้ แต่อ่อนแอในการปรับตัวรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไปรอบตัว บทเรียนนี้จะวนซ้ำอีกครั้งในศตวรรษที่ 19
เนื้อหาเกี่ยวข้อง
รัชกาล
