วิกฤตอิมจิน สงครามที่เปลี่ยนโชซอน
รัชกาลที่เผชิญการรุกรานของโตโยโตมิ ฮิเดโยชิ สงครามที่ทิ้งแผลลึกให้อาณาจักรนานหลายทศวรรษ
ปี 1592 เป็นจุดแบ่งประวัติศาสตร์โชซอนออกเป็นสองยุคอย่างชัดเจน — ก่อนสงครามและหลังสงคราม เป็นเรื่องราวที่ประกอบด้วยความพ่ายแพ้ที่น่าอับอาย ความกล้าหาญที่น่าทึ่ง และการเรียนรู้ที่แสนเจ็บปวด
ญี่ปุ่นยุค Sengoku: พลังงานที่ต้องการทางออก
ก่อนเข้าใจสงครามนี้ ต้องเข้าใจญี่ปุ่นในช่วงนั้น ศตวรรษที่ 16 เป็นยุค 戦国時代 (เซนโกกุ) สงครามกลางเมืองที่กินเวลากว่า 100 ปี ขุนศึกแต่ละแคว้นต่อสู้กันเพื่อความอยู่รอด ญี่ปุ่นในยุคนี้ผลิตนักรบที่ผ่านการประลองมาตลอดชีวิต มีอาวุธปืนที่พัฒนาขึ้นจากการค้ากับโปรตุเกส
โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ (豊臣秀吉) รวมประเทศญี่ปุ่นได้สำเร็จในปี 1590 แต่ปัญหาคือ เขามีกองทัพขนาดใหญ่ที่ผ่านการรบมาตลอด ถ้าให้นักรบเหล่านี้ว่างงาน ความวุ่นวายภายในจะกลับมา เขาจึงวางแผนใหญ่ — โจมตีจีนผ่านคาบสมุทรเกาหลี
โชซอนไม่พร้อม
พระเจ้าซอนโจและราชสำนักได้ยินข่าวที่ญี่ปุ่นส่งคนมาแจ้งว่าขอ "ยืมทาง" — แต่ไม่เชื่อว่าจะเกิดสงครามจริง ขุนนางโชซอนส่งคณะทูตไปสำรวจ แต่กลับมาพร้อมรายงานที่ขัดแย้งกัน บางคนบอกอันตราย บางคนบอกไม่มีอะไร ราชสำนักตัดสินใจไม่ได้และไม่เตรียมรับมือ
เดือนเมษายน ค.ศ. 1592 กองทัพญี่ปุ่นกว่า 150,000 นายขึ้นบกที่ปูซาน ด้วยอาวุธปืนที่โชซอนยังไม่ชำนาญรับมือ เมืองปูซานแตกในวันแรก ทัพโชซอนล่าถอยตลอดทาง ภายใน 3 สัปดาห์ฮันยางแตก ซอนโจหนีออกจากเมืองหลวงในตอนกลางคืน ชาวบ้านบางส่วนที่โกรธแค้นเผาพระราชวังและห้องสมุดหลวง
ซอนโจหนีไปทางเหนือ ถึงอีจู (의주) บริเวณพรมแดนจีน บางคนบอกว่าเขากำลังจะข้ามไปลี้ภัยในจีน — ภาพที่น่าอับอายที่สุดในรัชกาลของเขา
ผู้พิทักษ์ทะเล: อีซุนชิน
ขณะที่กองทัพบกพ่ายแพ้ย่อยยับ มีนายพลคนหนึ่งในทะเลตะวันตกเฉียงใต้ที่ยังไม่แพ้ — อีซุนชิน (이순신, ค.ศ. 1545–1598)
อีซุนชินเป็นนายพลเรือที่มีวินัยและความคิดสร้างสรรค์ผิดธรรมดา เขาพัฒนาเรือรบที่เรียกว่า 거북선 (คอบุกซอน / เรือเต่า) เรือที่มีหลังคาเหล็กหรือไม้แข็งปกคลุม ป้องกันการยิงธนูและกระสุน มีปืนใหญ่รอบทิศ และหัวเรือเป็นรูปมังกรพ่นควัน (บางทฤษฎีบอกว่าพ่นควันพิษจริง)
อีซุนชินล่อเรือรบญี่ปุ่นออกจากอ่าวแคบเข้าสู่ทะเลเปิด แล้วใช้กระบวนรบ 학익진 (ฮักยิกจิน / ปีกนกกระเรียน) โอบล้อมกองเรือญี่ปุ่น ทำลายเรือญี่ปุ่นไปกว่า 50 ลำ ชัยชนะครั้งนี้ตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงทางทะเลของญี่ปุ่น ทำให้กองทัพที่บุกขึ้นไปเหนือสุดขาดเสบียงและต้องล่าถอย
อีซุนชินไม่แพ้แม้แต่การรบเดียวตลอดสงคราม
กองทัพพลเมืองและการเข้ามาของจีน
ทั่วอาณาจักร ชาวบ้าน ชาวนา พระภิกษุ และนักปราชญ์รวมตัวกันเป็นกองกำลังอาสา (의병/อิบยอง) ต่อสู้ปกป้องบ้านเกิดโดยไม่รอคำสั่งจากราชสำนัก บางกลุ่มกลายเป็นกองกำลังที่มีประสิทธิภาพสูงในการรบกองโจร นายพลอิบยองที่มีชื่อเสียง เช่น กวักแจอู (곽재우) ในมณฑลยองนัม ซึ่งขึ้นชื่อว่าสวมชุดแดงในการรบ
ในปี 1593 จีนราชวงศ์หมิงส่งกองทัพมาช่วยโชซอน — เพราะถ้าโชซอนแตก ญี่ปุ่นจะชิดติดพรมแดนจีนทันที กองทัพจีนและโชซอนร่วมกันยึดเปียงยางคืน ญี่ปุ่นล่าถอยกลับลงใต้ เจรจาสงบศึกเป็นเวลา 4 ปี แต่การเจรจาล้มเหลว
รอบสอง การทรยศต่ออีซุนชิน
เมื่อการเจรจาล้มเหลว ญี่ปุ่นกลับมาอีกครั้งกับกองทัพ 140,000 นาย ครั้งนี้เป้าหมายหลักคือทางใต้ โชซอนอ่อนแอกว่าเดิมมาก และที่เลวร้ายกว่านั้น — อีซุนชินถูกปลดออกจากตำแหน่งก่อนหน้านี้ด้วยการใส่ร้ายของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ผู้ที่มาแทนนำกองเรือเข้าสู่กับดักและพ่ายแพ้ยับเยิน
อีซุนชินถูกเรียกตัวกลับมาคุมกองทัพเรืออีกครั้งในสภาวะเลวร้ายที่สุด — เรือเหลือแค่ 12 ลำ
อีซุนชินใช้ช่องแคบมยองยาง (명량) ที่มีกระแสน้ำเชี่ยวกรากและสลับทิศทาง ล่อกองเรือญี่ปุ่นเข้ามาแล้วต่อสู้ในจุดที่ตัวเองได้เปรียบ ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทางทหาร แต่เป็นปาฏิหาริย์ทางจิตใจ — พิสูจน์ว่ายังไม่จบ
ในปี 1598 โตโยโตมิ ฮิเดโยชิสิ้นชีวิต กองทัพญี่ปุ่นตกลงถอนตัว อีซุนชินนำกองเรือไล่ตาม และถูกยิงด้วยลูกปืนในการสู้รบครั้งสุดท้ายที่โนรยาง เขาสิ้นชีวิตบนเรือรบ คำพูดสุดท้ายที่เล่าขานกันคือ "ห้ามบอกว่าข้าตาย ยังต้องรบอยู่"
แผลที่ทิ้งไว้
สงครามอิมจินทิ้งรอยแผลลึกไว้ในโชซอน:
ประชากรลดลงอย่างมาก ทั้งจากการสู้รบ ความอดอยาก และโรคระบาด ที่ดินทะเบียนและบันทึกภาษีถูกทำลาย รัฐบาลกลางอ่อนแอ ชนชั้นสูงที่ไม่ออกรบกลายเป็นที่สบประมาท ขณะที่กองทัพพลเมืองและอีซุนชินกลายเป็นฮีโร่
ความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นพังทลายไปนับร้อยปี แต่ความสัมพันธ์กับจีนแน่นแฟ้นขึ้น — โชซอนเป็นหนี้บุญคุณราชวงศ์หมิง สิ่งนี้จะกลายมาเป็นจุดอ่อนสำคัญในวิกฤตครั้งต่อไปที่กำลังจะมาถึง
สงครามอิมจินสอนว่าโชซอนไม่ได้แน่วแน่เท่าที่คิด ระบบขุนนางขงจื๊อที่ดีในยามสงบ กลับไม่พร้อมรับมือกับวิกฤตทางทหาร แต่สิ่งที่รอดพ้นมาได้คือจิตใจของผู้คน ชาวบ้าน พระภิกษุ นักรบ ที่ลุกขึ้นปกป้องบ้านเกิดโดยไม่ต้องรอคำสั่ง — นี่คือมรดกที่แท้จริงของสงคราม
