ยุคทองและฮันกึล
กษัตริย์ผู้ประดิษฐ์ตัวอักษรเกาหลี ผลักดันวิทยาศาสตร์ ดนตรี และวัฒนธรรมจนโชซอนรุ่งเรืองที่สุด
ถ้าพูดถึงโชซอน คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเขา — กษัตริย์ที่ปรากฏบนธนบัตร 10,000 วอน ผู้สร้างตัวอักษรที่ชาวเกาหลีใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่เซจงยิ่งใหญ่กว่าฮันกึลมาก และเรื่องราวของเขาบอกอะไรได้มากเกี่ยวกับสิ่งที่โชซอนอยากจะเป็น
กษัตริย์ที่ไม่ควรจะได้ขึ้นครองราชย์
เซจง (세종, ค.ศ. 1397–1450) เกิดเป็นลูกชายคนที่ 3 ของพระเจ้าแทจง ตามธรรมเนียมโชซอน ลูกชายคนโตต้องสืบราชบัลลังก์ แต่พี่ชายสองคนของเขาสละสิทธิ์ด้วยเหตุผลต่างกัน — คนหนึ่งเพราะชอบชีวิตอิสระมากกว่า อีกคนเพราะสุขภาพ
เซจงขึ้นครองราชย์ปี 1418 ตอนอายุ 21 ปี ในช่วงแรกพระเจ้าแทจงผู้พ่อยังคุมอำนาจอยู่เบื้องหลัง 4 ปี ก่อนสิ้นพระชนม์ในปี 1422 — แต่ตลอด 4 ปีนั้นเซจงสังเกตและเรียนรู้การปกครองอย่างเงียบๆ
집현전 สถาบันแห่งปัญญา
การกระทำแรกๆ ที่สำคัญของเซจงคือขยายและเสริมสร้าง 집현전 (จิพยอนจอน) สถาบันวิชาการในพระราชวัง เขาคัดเลือกนักวิชาการที่ฉลาดที่สุดในอาณาจักร ให้เงินเดือนดี มีหอพัก มีห้องสมุด และที่สำคัญที่สุด — มีเวลาว่างจากงานราชการปกติเพื่อใช้ในการศึกษาและวิจัย
นักวิชาการเหล่านี้ศึกษาทุกอย่าง ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ การแพทย์ กฎหมาย ดนตรี ไปจนถึงภาษาศาสตร์ เซจงเองก็เป็นนักวิชาการ เขาอ่านหนังสือเป็นกิจวัตร บางครั้งอ่านซ้ำหลายร้อยรอบจนจำได้ขึ้นใจ — พ่อของเขาเคยต้องสั่งห้ามอ่านหนังสือในตอนกลางคืนเพราะเป็นห่วงสุขภาพ
ฮันกึล ตัวอักษรแห่งประชาชน
ก่อนฮันกึล ชาวเกาหลีต้องเขียนด้วยตัวอักษรจีน (한자) ซึ่งเรียนรู้ยากมาก ต้องใช้เวลาหลายปีและต้องมีครูสอน ชาวบ้านธรรมดาแทบไม่มีโอกาสรู้หนังสือ เซจงเห็นว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ — คนที่อ่านกฎหมายไม่ออกจะรักษาความยุติธรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างไร?
เซจงทำงานร่วมกับนักวิชาการของจิพยอนจอน พัฒนาระบบการเขียนใหม่ที่เรียกว่า 훈민정음 (ฮุนมินจองอึม) หรือ "เสียงที่ถูกต้องเพื่อการสั่งสอนประชาชน" โดยในปัจจุบันเรียกกันทั่วไปว่า 한글 (ฮันกึล)
สิ่งที่ทำให้ฮันกึลน่าทึ่งไม่ใช่แค่ว่ามันใช้งานได้ แต่เพราะมันถูกออกแบบอย่างมีเหตุผล ตัวอักษรแต่ละตัวสะท้อนรูปร่างของปาก ฟัน ลิ้น และลำคอเมื่อออกเสียงนั้น ตัวอย่างเช่น ก (기역/กียอก) มีรูปร่างเหมือนลิ้นที่แตะเพดานปากเมื่อออกเสียง "ก" — เป็นสิ่งที่ไม่มีระบบการเขียนอื่นในโลกทำ
ฮันกึลสามารถเรียนรู้ได้ใน "เช้าหนึ่ง" สำหรับคนฉลาด หรือ "สิบวัน" สำหรับคนทั่วไป ต่างจากอักษรจีนที่ต้องใช้ทั้งชีวิต
อย่างไรก็ตาม ฮันกึลไม่ได้รับการยอมรับจากชนชั้นสูงในทันที ขุนนางยังจงรักภักดีต่ออักษรจีนที่เป็นสัญลักษณ์ของความมีการศึกษา และมองว่าฮันกึลเป็น "ตัวอักษรของผู้หญิง" ต้องรอหลายร้อยปีกว่าฮันกึลจะถูกใช้อย่างเป็นทางการอย่างแท้จริง
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคเซจง
สิ่งที่มักถูกลืมเมื่อพูดถึงเซจงคือความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ที่กว้างขวางมากกว่าแค่ฮันกึล
ต้นแบบของเครื่องวัดน้ำฝนที่ใช้จริงในระดับชาติเป็นครั้งแรกของโลก — ก่อนตะวันตกเกือบ 200 ปี ทุกจังหวัดต้องวัดปริมาณน้ำฝนและรายงานต่อรัฐบาลกลาง เพื่อคาดการณ์ผลผลิตข้าวและวางแผนภาษี
นอกจากนี้ยังมี 앙부일구 (อังบูอิลกู) นาฬิกาแดดแบบ concave ที่แม่นยำ, 자격루 (จากยอกรู) นาฬิกาน้ำอัตโนมัติที่ตีระฆังบอกเวลาเอง, และที่สำคัญ — ปฏิทิน 칠정산 (ชิลจองซัน) ที่คำนวณโดยอิงดาราศาสตร์ของคาบสมุทรเกาหลีโดยตรง ไม่ใช่แค่ลอกจากจีนมาใช้
เรื่องการแพทย์ก็เช่นกัน ตำรับยา 향약집성방 (ฮยังยักจิบซองบัง) รวบรวมสมุนไพรและตำรับยาที่ปลูกและหาได้ในเกาหลี แทนที่จะพึ่งสมุนไพรนำเข้าจากจีนที่แพงและหาได้ยาก — เป็นโครงการสาธารณสุขในความหมายสมัยใหม่
การป้องกันชายแดนและการทูต
เซจงไม่ได้สนใจแค่วรรณกรรมและวิทยาศาสตร์ เขาขยายอาณาเขตทางเหนือโดยตั้งด่านทหาร 사군육진 (ซากุนยุกจิน) สี่กองและหกด่าน ซึ่งทำให้พรมแดนโชซอนขยับขึ้นไปถึงแม่น้ำยาลู (압록강) และทูเมน (두만강) ซึ่งคือพรมแดนระหว่างเกาหลีเหนือกับจีนในปัจจุบัน
ทางใต้ เขาจัดการกับแวกูโดยเจรจาให้ญี่ปุ่นเปิดท่าเรือ 3 แห่งสำหรับค้าขายกับโชซอน แทนที่การบุกปล้น — นโยบายที่ชาญฉลาดกว่าการทำสงคราม
ชีวิตส่วนตัวและวาระสุดท้าย
เซจงทำงานหนักผิดปกติ เขาอยู่กับงานตั้งแต่เช้าจนดึก อ่านหนังสือจนตาแย่ ช่วงกลางรัชกาลสุขภาพทรุดโทรมลงมาก เป็นโรคอ้วน เบาหวาน ปัญหาสายตา โรคเหน็บชา ช่วงปลายรัชกาลต้องให้ลูกชาย (มุนจง) ช่วยบริหารราชการแทน แต่ก็ยังไม่หยุดทำงาน
เซจงสิ้นพระชนม์ปี 1450 อายุ 53 ปี — ชีวิตที่ไม่ยาวนักสำหรับกษัตริย์ แต่ผลงานที่ทิ้งไว้ยาวนานกว่านั้นมาก
หลังเซจงสิ้นพระชนม์ มุนจงผู้ลูกชายครองราชย์เพียง 2 ปีก็สิ้นพระชนม์ตาม ทิ้งพระโอรสเด็กๆ (ดันจง) ไว้ให้เหล่าเสนาบดีแย่งกันอุปถัมภ์ — จุดเริ่มต้นของวิกฤตที่จะตามมา
มรดกของเซจงไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะในสนามรบ แต่อยู่ที่การทำให้ความรู้เข้าถึงได้มากขึ้น นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาถูกจดจำว่า "มหาราช" — กษัตริย์ที่เชื่อว่าประเทศดีขึ้นได้ไม่ใช่ด้วยอำนาจ แต่ด้วยปัญญา
